Posted on

ถือได้ว่าเป็นการเปิดตัว iPhone ในปีที่ 15 แล้ว กับการมาของ iPhone แบบใหม่จำนวน 4 รุ่น ราคาเริ่มที่ 25,900 บาท ซึ่งหากว่าตัวเลขนี่จะไม่เป็นมงคลกับบางความเชื่อมากเท่าไร แต่ว่าท้ายที่สุดแล้ว Apple ก็เลือกใช้ชื่อนี้ ส่วนตัวผมเองก็ใช้ iPhone มาหลายรุ่นมาตลอด เปิดให้จองวันที่ 1 ต.ค. และวางจำหน่ายวันที่ 8 ต.ค. จากปีก่อนใช้เวลาเกือบสองเดือนเป็นไปตามคาดว่ามีด้วยกัน 4 รุ่นเป็น iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro, iPhone 13 Pro Max โดยทั้งปวงถูกดีไซน์ใหม่หมดอีกทั้งภายในภายนอก จอภาพ ระบบกล้องถ่ายภาพ กล้อง TrueDepth ด้านหน้าเล็กลง 20% ชิป A15 Bionic ที่แอปเปิลบอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนเร็วที่สุดในโลก

5 ข้อใหม่กับ iPhone 13

1. เปิดตัว 4 รุ่น ได้หน้าหน้าจอ OLED 120Hz สำหรับรุ่น Pro
อีกทั้งจอของ iPhone 13 แบบใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี Super Retina XDR จากการปรับปรุงหน้าจอ OLED มีความสว่างที่มากขึ้น สูงสุด 1,000 – 1,200 nit ใช้งานที่โล่งแจ้งชัดเจนกว่าเดิม ได้ขอบเขตสีมืออาชีพมาตรฐาน P3 เกื้อหนุนการแสดงผล HDR 10 ใน Content ที่รองรับ ตอบโจทย์ในทุกๆการใช้งานที่ดีอยู่แล้วก็ดียิ่งขึ้นไปอีก กับขนาดต่างๆตามรุ่นโดย 13 mini หน้าจอ 5.4″ / 13 หน้าจอ 6.1″ / 13 Pro หน้าจอ 6.1″ / 13 Pro Max หน้าจอ 6.7″ เหมือนเดิม ซึ่งรุ่น Pro จะได้เป็นหน้าจอที่ Refresh Rate 120Hz สูงสุด ซึ่งลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกันนั้นยังมีฟีเจอร์ ProMotion อย่าง Adaptive Refresh Rate ปรับ 10 – 120Hz ตามการใช้งาน เพื่อใช้พลังงานให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด 

2.iPhone 13 ดีไซน์คล้ายเดิม มีสีใหม่ หนาและหนักขึ้นเล็กน้อย
โดยรวมมีความเหมือนกับ iPhone 13 ในทุกๆมิติ โดยมีสีสันใหม่และเดิม อย่างรุ่น 13 mini, 13 จะมีสี สตาร์ไลท์, มิดไนท์, น้ำเงิน, ชมพู ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ด้านหลังแบบกระจก และขอบตัวเครื่องอะลูมิเนียม รุ่น 13 Pro, 13 Pro Max จะมีสี กราไฟต์, ทอง, เงิน, เซียร์ร่าบลู ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ด้านหลังแบบกระจกผิวด้าน และขอบตัวเครื่องสแตนเลสสตีลโดยสีใหม่ที่เปิดตัวมาคือสีสตาร์ไลท์ และสีเซียร์ร่าบลู นั่นเอง โดยสีสตาร์ไลท์ของ 13 mini, 13 จะเป็นสีแนวชมพูอ่อนที่มีความงดงาม ส่วนสีเชียร์ร่าบลูของ 13 Pro, 13 Pro Max นั้นจะเป็นสีฟ้าอ่อนที่ช่วยทำให้ตัวเครื่องดูมีความเรียบหรูขึ้นกว่าสีเดิมๆเสียอีก

3. ชิปประเมินผล Apple A15 Bionic แรงขึ้นดีขึ้นในทุกๆด้าน ปริมาตรสูงสุด 1TB
ชิปประเมินผล Apple A15 Bionic จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีการสร้างที่ล้ำที่สุด 5 นาโนเมตร พร้อม Neural Engine ซึ่งเป็นระบบ AI ช่วยสำหรับการดำเนินการที่ลื่นไหล จัดว่าเป็นว่าที่ชิปประมวลผลในสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในโลก  รองรับการประมวลผลได้สูงสุด 15.8 ล้านล้านรายการต่อวินาทีทำงานแบบ 6 Core แบ่งเป็น 2 เน้นทำงานหนัก + 4 แบบดำเนินการทั่วๆไปหรือใช้พลังงานน้อยลง โดยรวมแล้วเร็วขึ้น 50% ส่วนชิปกราฟิก 4 – 5 Core ปฏิบัติงานดียิ่งขึ้น 30% – 50% แน่ๆว่าเล่นเกมก็ดีขึ้น และ Neural Engine มี 16 Core ช่วยสำหรับในการดำเนินงาน ทุกอย่างนี้เพื่อการประมวลผลที่สลับซับซ้อนรองรับการทำงานระดับสูงที่นานาประการ และพร้อมเพียงกัน เน้นสำหรับการทำงานกับกล้องถ่ายรูปเพื่องานระดับมือโปร ได้เรื่องเชื่อมต่อไร้สาย 5G ได้ดีขึ้น สเถียรขึ้นลดการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมมีปริมาตร ROM ข้างในสูงสุดที่ 1TB ทีเดียว สำหรับรุ่น Pro ให้พวกเราเลือกซื้อได้ เริ่มที่ 128GB / 256GB / 512GB

4. กล้องถ่ายภาพอัพเกรดสเปก รองรับมืออาชีพ
ระบบกล้องวัดระดับโปร ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รับแสงสว่างได้มากขึ้น แบ่งเป็น กล้องถ่ายรูปเทเลโฟโต้ / ไวด์ และอัลตร้าไวด์ สำหรับเทเลโฟโต้: รูรับแสงสว่างขนาด ƒ/2.8 / ไวด์: รูรับแสงสว่างขนาด ƒ/1.5 / อัลตร้าไวด์: รูรับแสงสว่างขนาด ƒ/1.8 รวมทั้งมุมมองภาพ 120° มีชุดเลนส์ 6 ชิ้น (เทเลโฟโต้และอัลตร้าไวด์) และชุดเลนส์ 7 ชิ้น (ไวด์) สำหรับ LiDAR เพียงแค่ในรุ่น 13 Pro, 13 Pro Max เพียงแค่นั้น ส่วนในรุ่น 13 mini / 13 นั้นยังไม่มีมาให้พร้อมมีโหมด Macro Photo กำลังขยายสูง ถ่ายใกล้ได้สุด 2 เซนติเมตรมี กันสั่นอีกทั้งอุปกรณ์รวมทั้งซอฟต์แวร์ ถ่ายได้สวยขึ้นง่ายมากยิ่งขึ้น และมีฟีเจอร์ Photo Style เป็นการโปรเซสไฟล์แบบเรียมไทม์ ไม่ต้องโพสโปรเซสอีกต่อไป เลือกการปรับค่าได้ทั้งสิ้นในทันทีก่อนกดชัดเตอร์ถ่ายถ่ายวีดีโอแบบโปรด้วย Cinematic Mode ระดับภาพยนตร์ เลือกสุดโฟกัสเบลดชัดได้ตามใจ เวอร์วังสุดๆ ตอบโจทย์มือาชีพในเครื่องเดียว เลนส์ครบระยะในการถ่ายทำ ฟีเจอร์ PrORes VDO จะมาทีหลัง โพสโปรเซสดีกว่า อารมณ์ไฟล์ RAW ที่เป็น VDO  โดย Cinematic Mode สำหรับการบันทึกวิดีโอที่มีมิติความชัดตื้น (1080p ที่ 30 fps) / บันทึกวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision สูงสุด 4K ที่ 60 fps / บันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps

5 ข้อใหม่กับ iPhone 13

5.แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น ดีที่สุดของ iPhone เท่าที่เคยมีมา
จากวางแบบตัวเครื่องที่หนาและหนักขึ้นเล็กน้อยในทุกๆรุ่น เพื่อเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ข้างใน ทั้งยังได้สเปกข้างในที่ดียิ่งขึ้นแรงขึ้น ฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดขึ้น เป็นต้นว่า Pro Motion การเชื่อมต่อ 5G แต่ก็สามารถลดการใช้พลังงานได้มากกว่าเดิม ทำให้ iPhone 13 ทุกๆรุ่นสามารถใช้งานได้นานเพิ่มขึ้น ถือได้ว่าเป็น iPhone รุ่นซึ่งสามารถใช้งานได้ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดย iPhone 13 เมื่อเทียบกับ iPhone 12 แต่ละรุ่นสามารถแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน เริ่มจาก 13 แบตใช้ได้นานขึ้นสูงสุด 2.5 ชั่วโมง รวมทั้ง mini นานขึ้นสูงสุด 1.5 ชั่วโมง ส่วน 13 Pro Max จะนานขึ้นสูงสุดที่ 2.5 ชั่วโมง และก็ 13 Pro นานขึ้นสูงสุดที่ 1.5 ชั่วโมง ด้วยการทดลองฟังเพลงสตรีมมิ่งเชื่อมต่อหูฟัง AirPods แน่นอนว่าในส่วนของการใช้แรงงานต่างๆที่มากมายก็จะมีความแปรผันกันไป

สนับสนุนการจัดทำโดย สล็อตออนไลน์ w88เว็บสต็อตออนไลนืที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในไทย